บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินเสียงวิพาร์กวิจารย์เรื่องของหนังสือการ์ตูนเสมอว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นไทยมีจริยธรรมและความคิดถดถอยลง(คลอง) โดยเฉพาะการ์ตูนที่มาจากญี่ปุ่นซึ่งมักถูกกล่าวหาจากผู้ใหญ่ (วัยใกล้เกษียรอายุแล้วมั่ง) ว่ามักมีฉาก xxx และ xxx และ ตู๊ดๆๆๆๆ นอกจากนี้บางคนแค่ได้ยินคำว่า ”การ์ตูน” ถึงกับจับคู่กับคำว่า “ไร้สาระ” เลยก็ว่าได้
ว่าแต่ว่ามันจริงรึป่าว อันนี้ยังไม่กล้าฝันธง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีด้านมืดและด้านสว่างเสมอ เปรียบเสมือนหยินและหยาง อยู่ที่เราจะเลือกใช้พลังทั้งสองด้านนี้ให้เหมาะสมกันได้อย่างไร
ตั้งแต่จำความได้ หนังสือการ์ตูน (ญี่ปุ่น) และ หนังการ์ตูน (ญี่ปุ่นอีกนั่นแหละ) เป็นส่วนหนึ่งในการเจริญเติบโตของผมเรื่อยมา การ์ตูนเป็นสิ่งที่พ่อแม่ผมสนับสนุนให้ซื้อมาโดยตลอด (ที่จริงไม่ใช่แค่เฉพาะการ์ตูน แต่เป็นหนังสือทุกประเภทเลยก็ว่าได้ ยกเว้นหนังสือโป๊นะ !!!) ทุกค่ำวันศุกร์จะเป็นช่วงที่น่า เย้วววว ที่สุดในสมัยเด็กก็ว่าได้ ทางบ้านได้บัญญัติกิจกรรมไว้ว่า จะพาไปร้านหนังสือทุกคืนวันศุกร์ และให้เลือกซื้อการ์ตูนได้ประมาณคนละสองเล่ม (มีพี่กับน้อง) หรือถ้าสนใจหนังสือประเภทอื่นก็ซื้อได้เป็นกรณีพิเศษ (เป็นร้านหนังสือต่างจังหวัดนะ มักจะมีร้านเดียวที่ใหญ่ๆ แบบมีทุกสิ่งให้เลือกสรร ตั้งแต่เครื่องเขียน นิตยสาร ยัน หนังสือการ์ตูน แต่ไม่มีเรือรบนะ) นับว่าเป็นโชคดีของผมเลยก็ว่าได้ที่พ่อแม่ท่านสนับสนุนการอ่านมาตั้งแต่เด็ก
สมัยนั้นยังนึกไม่ออกว่าได้อะไรจากการ์ตูนบ้าง จำได้แต่ว่ารู้สึกสนุกสนานและทำให้จินตนาการล้ำเลิศ ผมมักจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกนั้นๆเสมอ เมื่อตัวเอกของเรื่องปล่อยพลังสุดพิเศษทำลายคู่อริ หรือกำลังต่อสู้กับเหล่าร้ายที่อยู่ในโลกคู่ขนาน หรือแม้แต่ตัวเอกที่เป็นนักฟุตบอลที่สามารถใช้ลูกเตะสุดพิเศษทำให้ คู่ต่อสู้กระเด็นมาแล้วววว (ไม่น่าเชื่ออออ) มีช่วงนึงผมคลั่งมากถึงกับลองเขียนเองแบบเล่นๆ แล้วให้เพื่อนๆ อ่านกัน (แต่เดี๋ยวนี้มาหัดเขียน Blog แทนแล้ว)เมื่อเวลาผ่านพ้น ผมเติบโตจนกระทั่งเข้าสู่มหาลัยจนมาถึงปัจจุบัน การ์ตูนก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาดดยตลอด แต่มันมีอะไรมากกว่าที่คิด ผมเริ่มตระหนักได้ถึงบางสื่งที่อยู่ในนั้น
บางเรื่องแสดงให้เห็นถึงความมุมานะ ความบากบั่นและความพยายามของตัวเอกในการเอาชนะอุปสรรค
บางเรื่องดึงเอาเหตุการณ์สงครามที่เกิดจากความไม่พอของมนุษย์มาเสียดสี
บางเรื่องสอดแทรกข้อคิดถึงความเป็นจริงของค่านิยมทางสังคม
บางเรื่องเน้นถึงความเชื่อของตนในการทำตามความฝัน (อันนี้ชอบสุด)
ลองยกตัวอย่างสักเรื่องสองเรื่องดู
Beck (ชื่อไทย ปุปะจังหวะฮา (หลังจากอ่านแล้วเรื่องมันเน้นฮาตรงไหนว่ะ))
ว่าจะกล่าวบทไปถึงตัวเอกของเรื่อง ผู้ซึ่งเป็นเด็กมัธยมต้น และจะกล่าวไปถึงเหตุการณ์ในวัยเยาว์ของ.......... (พอเถิ้ดด เสียเวลา !!! (ผู้อ่าน) อืม เขียนปกติก็ได้ (ผู้เขียน)) ในตอนแรกนั้นตัวเอกเป็นแค่นักเรียนจูเนียร์ไฮสคูล (ม.ต้น) วัยรุ่นธรรมดาๆ คนนึงที่มีวิถีการดำเนินชีวิตไม่ต่างจากคนอื่นๆมากนัก เลิกเรียนแล้วกลับบ้าน หรือไม่ก็ เข้าเกมส์เซ็นเตอร์ ตอนอยู่โรงเรียนก็เล็งสาวๆที่น่ารักๆ (เพราะไม่มีปัญญาจีบ) ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ทุกวันดำเนินไปด้วยความซ้ำซาก จำเจ จนวันหนึ่งเขาได้พบกับชายผู้นึงที่ทำให้เขารู้จักกับคำว่าดนตรี และเมื่อเวลาผ่านไป เขามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเสียงดนตรีมากขึ้น เรื่อยๆ ดนตรีจึงกลายเป็นสิ่งที่เขารักและขาดเสียมิได้ มันกลายเป็นความฝันของเขาไปเสียแล้ว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้แสดงตัวตนของเขาออกมา จากเดิมที่ต้องพยายามทำตัวให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูง เขาค่อยๆ เริ่มมีความคิดเป็นของตนเองมากขึ้นๆ จนกระทั่งเมื่ออยู่ไฮสคูล (ม.ปลาย) มีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจลาออกเพื่อตามความฝันเขาอย่างเดียว ซึ่งก็คือการทำวงดนตรี ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นอาจจะพาเขาไปสู่ความล้มเหลว (เนื่องจากในขณะนั้นวงเขาได้รับโอกาสให้ไปทัวร์ที่อเมริกา ซึ่งก็ไม่ได้รับประกันว่าวงเขาจะประสบความสำเร็จในเส้นทางสายนี้) ในขณะเพื่อนๆ พากันเข้าโรงเรียนกวดวิชาเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อสิ่งที่เรียกว่า งานที่ดี มีความมั่นคง ในอนาคต นอกจากนี้เขายังต้องเจออุปสรรคาต่างๆนาๆ ที่พากันถาโถมเข้ามา ทำให้ทางที่เขาเลือกเดินอยู่มันดูโหดร้ายกว่าปกติหลายเท่านัก แต่เขาก็ยังมั่นคงในความเชื่อของตน พร้อมกับพยายามเอาชนะความยากลำบากเหล่านั้นไปเรื่อยๆ เขาจะทำสำเร็จหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป (เอ้ยย ม่ายยช่ายยย !!! นี่ไม่ได้จะเล่าเนื้อหา แค่อยากให้รู้ว่าพล๊อตเรื่องมันประมาณไหนสำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน)
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชอบที่สุดในช่วงนี้แล้วครับ บังเอิญเค้าเขียนได้โดนใจผมมั่กๆ เอ้ย !!! มากๆ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.....................
การทำตามแรงบัลดาลใจของตนเองนั้น ต้องใช้ความกล้าหาญมั่กๆ (เอ้ย !!! มากๆ) อุปสรรคที่เข้ามาขวางกั้นมักจะเป็น “ความจริง” และ “ค่านิยมทางสังคม”เสมอ จะมีสักกี่คนที่กล้าทำในสิ่งที่ตนชอบได้โดยไม่คำนึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัว จะมีสักกี่คนที่กล้าทำในสิ่งที่ตนฝัน กล้าเผชิญความยากลำบากในทางที่ตนต้องการ เมื่อพูดถึงความกล้า ก็ควรจะต้องเอ่ยถึงความกลัว ความกลัวมักเข้ามามีบทบาทในเรื่องพวกนี้เสมอ มิใช่เพราะเรากลัวว่าเราจะล้มเหลว เรากลัวว่าเราจะทำไม้ได้ (เพราะบางอย่างที่เราฝัน อาจจะต้องใช้ความพยายามเป็นเท่าตัวและมีอุปสรรคขวากหนามหฤโหดมากมายรออยู่) บางครั้ง เราจึงมักทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำตามๆกันมา เพราะเรารู้สึกว่าการเดินตามรอยเท้าที่มีอยู่แล้วนั้น ย่อมปลอดภัยและมีโอกาสถึงที่หมายมากกว่าที่จะเสี่ยงกับความไม่แน่นอน สิ่งเหล่านี้อาจเกิดโดยที่เราเองก็ไม่อาจรู้ตัวก็เป็นได้ อาจจะเป็นสัญชาติญาณของสิ่งมีชีวิต (รึป่าว) ที่ต้องวิ่งเข้าหาความรู้สึกที่มั่นคงและปลอดภัย (อย่างเช่นที่พักพิง) แต่ถ้าหากเบื่อกับความซ้ำซากจำเจที่มีอยู่ในชีวิตละก็ ข้างนอกรั้วมีอะไรมากมายรอเราอยู่ ถ้าเพียงแค่กล้าก้าวออกไป เราอาจจะพบกับความท้าทายในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้ชีวิตไม่เหมือนกันในแต่ละวันก็เป็นได้ ทุกคนเกิดมาล้วนแล้วต้องตายเหมือนกันหมด เพียงแค่ตายช้าตายเร็วไม่เท่ากัน ก่อนตายเราจะไม่ลองใช้ชีวิตให้คุ้มเสียก่อนหรอกเหรอ (โอ๊ะ !!! พอก่อนดีกว่า เพราะบทความนี้แค่ต้องการชี้ให้เห็นถึงข้อคิดที่ได้ของการ์ตูน (ที่ผมชอบ))
นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องอื่นอีก แต่จะยาวไปแค่นี้ก็คงไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่แล้ว (มั่ง) ยกตัวอย่างเช่น การ์ตูนเรื่อง Prince of Tennis ตัวเอกเก่งเว่อร์ อยู่แค่ปีหนึ่งของจูเนียร์ไฮสคูล แต่วอลเล่ลูกทีพุ่งเป็นพายุ มีสมาธิในการเข้าฌาณระหว่างการแข่งทำให้เล่นเก่งขึ้นด้วย แต่ผมกลับมองว่า การที่เค้าเก่งได้ (ถึงจะเว่อร์เกินก็เถอะ) ไม่ใช่เพราะว่าเป็นมาแต่เกิด แต่ต้องซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย มีความอดทน ความพยายาม นี่แหละส่วนใหญ่การ์ตูนกีฬามักแฝงสิ่งเหล่านี้ไว้ อยากเก่งก็ต้องฝึกต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มันเป็นสิ่งที่หาได้ยากในทุกวันนี้ที่นิยมทางลัด อยากรวย อยากเก่ง แบบคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่เคยกล้าคิดและลงมือทำดู (แล้วจะเป็นได้ไหมละนั่น)
เห็นมะ การ์ตูนก็มีข้อดีนะ ^__^
(ที่จริงทุกสิ่งก็มีข้อดีข้อเสียในตัวของมันเอง คงขึ้นอยู่กับเราแล้วละว่าจะดึงด้านไหนของมันออกมา)
edit @ 6 Apr 2008 06:46:07 by JiNN
edit @ 6 Apr 2008 06:53:40 by JiNN